ใต้สุดภูเก็ตกับตะวันที่แหลมพรหมเทพ

    พอออกจากหาดที่มีเกาะเล็กๆลักษณะเหมือนหม้อคว่ำอยู่ข้างหน้าเราก็วิ่งลงมาทางทิศใต้ เพื่อที่จะเดินทางไปยังหาดป่าตอง เมื่อเดินมาถึงผมถึงจะขึ้นกับสิ่งรอบข้างต้องจุดจุดนี้เป็นเหมือนเมืองเมืองหนึ่งเมืองที่ไม่ใช่อยู่ในประเทศไทย ลักษณะเมืองคล้ายกับพัทยาประมาณมีความหลากหลายความสะดวกสบายไว้เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หาดป่าตองเป็นหาดที่มีหาดยาวที่สุดในภูเก็ต แน่นอนว่าชาวต่างชาติจะเน้นมาที่นี่เพื่อที่จะพักผ่อนเล่นน้ำนอนตากแดด แล้วก็เที่ยวดื่มอย่างอิ่มหนำสำราญ ผมมองว่าหาดนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะกับพวกเราสักเท่าไหร่ ทำให้เราและลงไปเพียงแค่ถ่ายรูป 2-3 รูปเท่านั้น และเราก็วิ่งตรงไปต่อที่แหลมพรหมเทพ ระหว่างทางเราผมรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเป็นการได้เดินทางเที่ยวทะเลคู่กับภูเขา เพราะว่าสภาพเส้นทางของจังหวัดภูเก็ตจะเน้นเป็นขึ้นเขาลงเขาตลอดเวลา ซึ่งมันดูแปลกไปสำหรับพวกเรา เมื่อขับรถจากหาดป่าตองมาได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงยังแหลมพรหมเทพ เป็นแหลมที่มีนักท่องเที่ยวมารวมตัวอยู่ตรงจุดนี้เยอะมาก ไฮไลท์ของที่นี่คือการนั่งดูพระอาทิตย์ตกบรรยากาศช่างโรแมนติก ถ้าเราได้ดูพระอาทิตย์ตกคู่กับคนที่เรารักที่นี้มันสุดยอดจริงๆ ถ้าเรามองไปข้างหน้าเราจะเห็นแหลม ที่ยื่นออกไปสู่ท้องทะเลบรรยากาศด้านหน้ามองเห็นพระอาทิตย์ที่กำลังตกลงสู่ทะเล ลงไปเรื่อยๆเรื่อยๆมันช่างเป็นภาพที่น่าจดจำจริงๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้ถ้าไปแหลมพรหมเทพคือการได้ไหว้สักการะพระพรหมที่ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ อย่าลืมไปขอพรจะนะครับ


ตะลุยภูเก็ต เตร็ดเตร่ไปทั่ว ภาค4

            เมื่อเดินทางมาถึงสะพานสารสินจะเห็นเป็นเส้นทางยาวประมาณ 300เมตรกว่าจะถึงจุดที่เรียกว่าสะพาน ต้องเดินเท้าเข้าไป ทางเดินสีขาวยาวนั้น ดูแล้วไม่ไกลแต่เวลาที่พวกเราไปถึงนั้นช่วงเวลาเที่ยง ไม่ต้องสืบเรื่องของความร้อนจากแสงพระอาทิตย์ เผาไหม้เกรียมกันทีเดียวแต่ว่าก่อนที่จะเริ่มเดินมีร้านค้าริมทางขายน้ำ ขายของกินทั่วไป มีของฝากขายตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทางทีเดินไม่มีอะไร ซ้ายมือเป็นทะเลที่มองออกไปเป็นเหมือนปากอ่าว ฝั่งขวาเป็นแม่น้ำที่มาบรรจบกันเป็นน้ำกร่อย มองดูวิวสวยงามตามท้องเรื่องแต่เรื่องของแดดนี้สิเล่นเอาซะหมดอารมณ์แนะนำว่าถ้าจะไปสะพานสารสิน ควรที่จะช่วงเย็นๆ จะได้ขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกแล้วมีร้านอาหารที่อยู่บริเวณนั้นเยอะแยะหลายร้านให้เราได้เลือกใช้บริการแต่ส่วนตัวไม่ได้ลองกินเพราะว่าต้องไปกันต่อ

สะพานสารสินเป็นสะพานสีขาวที่ตั้งไว้กั้นกลางระหว่างจังหวัดพังงากับ จังหวัดภูเก็ตใครที่ขับรถมาไม่ว่าจะคันไหนก็จะต้องผ่านสะพานนี้เกือบทุกคัน ความสูงของสะพานมีหอคอยให้เดินขึ้นไปประมาณ 3ชั้น บรรยากาศที่มีสิ่งปลุกสร้างขึ้นมากั้นพระอาทิตย์ทำให้อากาศเย็นสบายสวยงาม ประวัติคราวๆของที่นี้คือเป็นชาย หญิงที่รักกันในสมัยก่อนแต่ว่าทางครอบครัวไม่สนับสนุน ทำให้ทั้งคู่ต้องหนีออกมาด้วยกันก่อนที่จะจบรักของทั้งคู่ที่สะพานแห่งนี้ ด้วยการกระโดดน้ำฆ่าตัวตายพร้อมกันเพื่อที่จะเป็นการประกาศให้ทุกคนรู้ว่าทั้งคู่รักกันมากแค่ไหน เรื่องราวมีให้อ่านกันเมื่อขึ้นไปฝั่งดูแล้วอาจจะเศร้าแต่ว่าความรักนั้นมันสวยงามเกินกว่าที่ใครคนอื่นจะเข้าใจมีเพียง 2 คนที่เข้าใจมากที่สุด หลังจากที่เดินถ่ายรูปเสร็จก็เริ่มจะไปกันต่อ คราวนี้ถึงทะเลสักที


ตะลุยภูเก็ต เตร็ดเตร่ไปทั่ว ภาค3

      หลังจากที่เช็คอินเสร็จจากโรงแรม ออนออน พวกเราก็ไปหาร้านอาหารติ่มซำชื่อเสียงโด่งดังในภูเก็ต ชื่อร้านจ่วนเฮี้ยงถ้าพูดกันในภาษาของท้องถิ่น เส่วโบ๋ย แปลว่าติ่มซำ นั้นเอง ร้านนี้ตั้งอยู่ใน ถนนะเจริญ อำเภอเมือง เป็นตึกแถว 2คูหา ดูร้านใหม่ทันสมัยแต่หารู้ไหมว่า เปิดมาแล้ว 100ปี เก่าแก่ระดับต้นในภูเก็ตส่วนเรื่องของความอร่อยคิดเอาว่าทำไมถึงเลือกร้านนี้  พอเดินเข้าไปหาที่นั่งเสร็จสับ ไม่ต้องพูดอะไรรอสักพัก มีน้ำชามาเสิร์ฟตามมาด้วยถาดมิเนียมขนาดใหญ่ที่มี เส่วโบ๋ย วางไว้เรียงรายอยู่เต็มถาดคือว่าถ้าใครอยากกินอะไรสามารถหยิบกินได้ในถาด ถ้าอันไหนไม่กินทางร้านก็จะไม่คิดวันนั้นด้วยความที่กินรองท้องมาจากโรงแรมทำให้ฟาดกันเรียบ อันไหนอร่อยถูกใจไม่พอสั่งเพิ่มได้นี้มัน เส่วโบ๋ยบุฟเฟ่ชัดๆ แต่ไม่คิดคาหัวคิดเป็นจานๆไป ไปภูเก็ตอยากกิน เส่วโบ๋ย ห้ามพลาดร้านจ่วนเฮี้ยงขอบอก

หลังจากที่หนังท้องตึงหนังตาหย่อย เฮ้ย ไม่ใช่เที่ยวจะเที่ยว เราก็วางแพลนไว้แล้วว่าจะขึ้นไปที่ทางทิศเหนือของเกาะภูเก็ตก่อนก็ตั้งเป้าหมายไปเริ่มที่พังงาก่อนเลยสะพานสารสิน ชื่อเสียงของสะพานนี้โด่งดังมากสำหรับเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาจนน่าสนใจเลยต้องไปให้ได้ จากตัวเมืองนั้นวิ่งตามทิศเหนือถนนหมายเลข 402 วิ่งยาวๆเลยสนามบินจนสุดภูเก็ต ระยะทางรวม 45.7 กิโลเมตร ระยะเวลาขึ้นอยู่ว่าหลุดจากในเมืองที่รถติดมาได้แค่ไหนแต่น่าจะขับรถไม่เกิน 1.10นาที ออกเดินทาง ภาค4 เราจะเริ่มพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่แรก สะพานสารสิน


ตะลุยภูเก็ต เตร็ดเตร่ไปทั่วภาค2

 

มาถึงโรงแรมพวกเราไม่ได้จองที่ไหนไว้เลย ก็ขับรถเช่าที่จองไว้ตระเวนไปทั่วเมืองภูเก็ต เดินทางมาถึงย่านเก่าก็ดูแล้วว่าน่าจะมีที่พักอาร์ตๆสวยงามเก่าแก่มีศิลปะที่ผสานผสานกับสมันก่อน ขับวนไปมาได้สักพักก็มาสะดุดตาที่พักที่ร่วมสมัยกันได้อย่างลงตัว ON ON Hotel (ออนออนโฮลเทล) โรงแรมสไตล์คนจีนที่เข้ามาอยู่เป็นโรงแรมที่มีอายุเก่าแก่มาก พวกเราเลยตัดสินใจที่จะพักที่นี้ปรากฏว่าห้องเหลือเยอะมากนอกจากว่าเรามาในช่วงหน้าฝนแล้วเป็นคืนวันศุกร์ หลังจากที่ตกเลือกห้องกันแล้วเราก็เข้าที่พัก ห้องที่เลือกอยู่บริเวณชั้น 2 ต้องเดินขึ้นบันไดไม้ อารมณ์มันได้มาก การตกแต่งของที่นี่ช่างดูแล้วประทับใจมาก เมื่อมาถึงห้องนอนเป็นเตียง 2ชั้นจำนวน 3เตียง ผู้ร่วมทางของผมมากันทั้งหมด 6ท่านรวมผมด้วย

ด้วยความเพลียก็รีบไปอาบหน้าอาบท่าเตรียมตัวนอนก่อน ห้องน้ำที่นี้เป็นแบบรวมอยู่ด้านนอกบรรยายกาศโดยรอบไม่ได้น่ากลัวอะไร ส่วนตัวชื่นชอบเสียด้วยซ้ำ ด้านข้างมีดนตรีสด ที่นั่งให้ได้นั่งดริ๊งค์กันอีกด้วย สายชิคๆ ก็ลงมาดื่มกันได้สบาย ส่วนตัวผมนั้นเดินสำรวจได้สักพักเวลาประมาณเที่ยงคืนก็ขึ้นมาหลับ ตั้งนาฬิกาปลุกเวลา 06.00 ก็ตื่นมาพร้อมกันความวุ่นวายเมื่อต้องรีบอาบน้ำแล้วลงไปกินข้าวเช้าที่ทางโรงแรมได้เตรียมไว้ มีข้าวต้ม กาแฟ ชา นมสด น้ำส้ม ขนมปัง เตรียมไว้รออยู่ที่ตรงกลางของโรงแรม เรื่องของรสชาติอาหารถือว่าไม่มีปัญหา พวกเรารีบกินเสร็จก็ขึ้นไปเก็บของเตรียมเช็คเอาท์ออกเพื่อนตระเวนเที่ยวกัน บรรยากาศของโรงแรมเหมาะแก่การถ่ายรูปคลาสสิคชิคๆคูลๆ มีภาพยนตร์หลายเรื่อง เคยมาถ่ายทำที่โรงแรมแห่งนี้ ถ้าชอบก็อย่าลืมมาลองสัมผัสบรรยากาศได้นะครับ ภาค 3 จะเป็นเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว


ตะลุยภูเก็ต เตร็ดเตร่ไปทั่ว ภาค1

  

                เกริ่นก่อนนะครับว่าผมจะมาแชร์ประสบการณ์ในการไปเที่ยวทั่วประเทศไทย มาให้ทุกท่านได้อ่านกันว่ามีที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจตรงไหนบ้าง ครั้งแรกที่ได้ขึ้นเครื่องบินคือการได้ตัดสินใจไปเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดเดียวในประเทศไทยที่เป็นเกาะทางภาคใต้ ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆที่ชาวต่างชาติต้องมาให้ได้ด้วยความสวยงามของปะการังที่สมบูรณ์ น้ำทะเลที่ใสสะอาด มีกิจกรรมให้ทำตลอดทั้งวัน ซึ่งในครั้งนั้นเป็นการไปเที่ยวกันในรูปแบบครอบครัวจองกันไปไม่ได้คิดอะไร แต่พลาดที่ดันไปเลือกในเดือนกรกฏาคม หน้าฝนด้วยราคาตั๋วที่ถูกจองข้ามปีก็เลยต้องไปจองไปแล้วสินะ ช่วงนั้นเป็นหน้ามรสุม จัดหนักจัดเต็มทั้งฟ้าและฝน ทำให้ช่วงนั้นไม่เหมาะแก่การไปดำน้ำตามเกาะต่างๆถือว่าจุดนี้ต้องเตรียมการไว้ให้ดี

ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนการเที่ยวบนบกมันเนี่ยแหละ ในวันแรกที่ไปถึงก็ช่วงเวลาประมาณ 4ทุ่ม แน่นอนว่าไม่สามารถที่จะไปเที่ยวที่ไหนได้นอกจากหาของกินก่อนนอน ซึ่งร้านอาหารต้องขอประทานโทษด้วยว่าจำชื่อร้านไม่ได้แต่ว่าเป็นร้านที่อยู่ตรงวงเวียนกลางใจเมืองภูเก็ต น่าจะหาไม่ยากจะเป็นร้านข้าวต้มกลางคืนพอเลี้ยวเข้าแยกปุ๊ปต้องจอดฝั่งซ้ายมือร้านอาหารจะอยู่เจ้าแรกฝั่งตรงข้าม ด้วยความหิวก็ไม่รอช้าอะไรจอดเสร็จตรงดิ่งไปที่ร้านจัดเมนูที่พลาดไม่ได้เมื่อมาที่นี้ น้ำพริกกุ้งเสียบ พระเจ้ามันช่างต่างจากน้ำพริกบ้านเราที่ซื้อกินในกระปุกส่วนอาหารอื่นก็ถือว่าปกติไม่ได้ต่างจากที่อื่นมากนัก ราคาไม่แพง ก็ประทับใจในครั้งแรกที่มาถึงสำหรับอาหารพื้นเมือง จากนั้นก็ไปที่พักกันต่อ เดี๋ยวไปต่อกันที่ภาค 2


ขับตระเวณริมเลภูเก็ต

 

   

    มาต่อกันที่เรื่องราวของผมที่ไปเที่ยวจังหวัดภูเก็ต หลังจากที่ไปเที่ยวสะพานสารสิน ก็ตัดสินใจย้อนลงมาเที่ยวตามชายฝั่งทะเล เราก็ขับรถเข้าตรงข้างสนามบินซึ่งตรงนั้นมันจะมีเส้นทางนี้พาไปยังทะเลฝั่งอันดามันแน่นอนว่าหาดไม้ขาวผมเชื่อว่าทุกท่านเคยมาจะได้ยินเพราะว่าเป็นหาดที่มีชื่อเสียงสำหรับจังหวัดภูเก็ตที่มีนักท่องเที่ยวเยอะแยะมากมายมาที่หาดแห่งนี้ มาเพื่อที่หาจังหวะรอเครื่องบินกำลังลงสู่พื้น แล้วถ่ายรูปเก็บความทรงจำที่น่าตื่นเต้น ผมนั่งรอยู่สักพักก็เจอช่วงที่เครื่องบินมา มันตื่นเต้นแล้วก็ได้รู้ที่ต้องการมาจนได้ครับ ณ สถานที่แห่งนี้ บรรยากาศดูเงียบสบายไม่วุ่นวาย  เหมือนหาดอื่น ถ้าเรามองไปที่หาดด้านหน้าแล้วจะเห็นท่อนไม้ขนาดใหญ่มากผมคาดว่าน่าจะโดนน้ำซัดขึ้นมาตอนช่วงที่มีสึนามิ หาดนี้เราจะเห็นของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเยอะมากแต่น่าเสียดายว่าช่วงนี้ผมไปนั้นเป็นช่วงหน้ามรสุมทำให้หาแถวนั้นไม่สามารถลงไปเล่นได้แล้วน้ำก็ไม่ใสอย่างที่ตั้งใจไว้ด้วยแล้วจากนั้นเราก็ออกจากหาดนี้ตรงดิ่งไปที่หาดต่างๆซึ่งไฮไลท์ของเราในวันนี้ก็จะเป็นหาดป่าตอง ระหว่างที่เราเดินทางไปหาดป่าตองนั้น เราก็ได้ผ่านไปยังหาดๆนึงซึ่งเป็นหาดที่น่าสนใจทำให้เราต้องแวะจอดรถเพื่อที่จะสำรวจดูผมไม่มั่นใจว่าชื่อหาดอะไรแต่มองไปข้างหน้าเห็นเป็นภูเขาลูกเล็กลูกหนึ่งที่ลักษณะเหมือนหม้อที่ถูกคว่ำอยู่แน่นอนครับเราลงไปสำรวจจอดรถถ่ายรูปผมเชื่อได้เลยว่า หาดหาดนี้สมควรแก่การที่จะแวะมาถ่ายรูปมาครับมันสวยงามและไม่มีคนมาแถวนี้เลยนอกจากคนพื้นที่